รู้จักตัวเองก่อนบริหารคนอื่น: จุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์การทำงานของผู้นำ

หลายคนเริ่มต้นพัฒนาความเป็นผู้นำด้วยการเรียนรู้ว่าจะบริหารทีมอย่างไร มอบหมายงานแบบไหน ให้ Feedback อย่างไร หรือสร้างแรงจูงใจให้คนได้อย่างไร แต่มีคำถามหนึ่งที่ควรตอบให้ได้ก่อนทั้งหมดนั้น คือ เรารู้จักตัวเองดีพอหรือยัง

เพราะคนที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำไม่ได้ส่งผลต่อทีมเฉพาะเวลาที่ออกคำสั่งค่ะ วิธีคิด วิธีตัดสินใจ น้ำเสียง มาตรฐานในการทำงาน ไปจนถึงปฏิกิริยาในวันที่เจอความกดดัน ล้วนกลายเป็นบรรยากาศและวิธีทำงานของทีมโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

จากประสบการณ์ที่เราเคยอยู่ทั้งในบทบาทคนทำงาน หัวหน้าทีม ผู้สอน และเจ้าของธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดมากคือ ปัญหาหลายอย่างที่เราคิดว่าเป็น “ปัญหาของทีม” บางครั้งมีจุดเริ่มต้นจากวิธีบริหารของเราเอง การรู้จักตัวเองจึงไม่ใช่เรื่อง Soft หรือเรื่องส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจ การสื่อสาร และการบริหารคนให้มีประสิทธิภาพ

รู้จักตัวเอง ไม่ใช่แค่รู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน

รู้จักตัวเอง ไม่ใช่แค่รู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน

เวลาพูดถึงการรู้จักตัวเอง หลายคนอาจนึกถึงแบบทดสอบบุคลิกภาพ หรือคำอธิบายว่าเราเป็นคน Introvert, Extrovert คิดเร็ว ทำเร็ว หรือเป็นคนละเอียด เครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์ เพราะช่วยให้เรามีภาษาสำหรับอธิบายตัวเอง แต่การรู้จักตัวเองในฐานะผู้นำต้องไปไกลกว่าการติดป้ายว่าเราเป็นคนประเภทไหน

สิ่งที่ต้องมองให้เห็นคือ รูปแบบพฤติกรรมของเราเกิดขึ้นเมื่อไร และส่งผลต่อคนรอบข้างอย่างไร โดยเฉพาะในวันที่งานไม่เป็นไปตามแผน เพราะตัวตนของผู้นำมักชัดที่สุดตอนที่ต้องตัดสินใจภายใต้ข้อมูลไม่ครบ ต้องรับมือกับความผิดพลาด หรืออยู่ท่ามกลางแรงกดดัน

ลองเริ่มจากถามตัวเองด้วยคำถามง่าย ๆ เหล่านี้ค่ะ

  • เวลาเจอปัญหา เรารีบตัดสินใจทันที หรือใช้เวลาคิดนานจนทีมต้องรอ
  • เมื่อทีมทำงานไม่ได้ตามมาตรฐาน เราเข้าไปแก้เอง สอนให้คิด หรือหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องยาก
  • เราเปิดรับความคิดเห็นที่ต่างจริง ๆ หรือเปิดรับเฉพาะความคิดเห็นที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตัดสินใจไว้แล้ว
  • ในวันที่มีหลายเรื่องเข้ามาพร้อมกัน เราจัดลำดับความสำคัญ หรือส่งต่อความเร่งด่วนทั้งหมดไปให้ทีม

คำตอบไม่มีแบบไหนถูกหรือผิดเสมอไปค่ะ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่า วิธีที่เราเลือกใช้เหมาะกับสถานการณ์หรือไม่ และกำลังสร้างผลกระทบอะไรให้กับทีม

จุดแข็งที่ใช้ผิดจังหวะ อาจกลายเป็นจุดอ่อน

จุดแข็งที่ใช้ผิดจังหวะ อาจกลายเป็นจุดอ่อน

Blind Spot ของผู้นำหลายครั้งไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราทำไม่เป็น แต่เกิดจากสิ่งที่เราทำได้ดีมากจนใช้มันกับทุกสถานการณ์ เราจึงมองไม่เห็นว่าจุดแข็งเดียวกันนั้นอาจสร้างข้อจำกัดให้ทีมได้

ตัวอย่างเช่น

  • คนที่ตัดสินใจเร็ว ช่วยให้องค์กรเคลื่อนตัวได้ไว แต่ถ้าตัดสินใจแทนทีมทุกครั้ง ทีมอาจไม่กล้าคิดหรือเสนอทางเลือก
  • คนที่มีมาตรฐานสูง ช่วยรักษาคุณภาพของงาน แต่ถ้าสื่อสารเฉพาะสิ่งที่ยังไม่ดี ทีมอาจรู้สึกว่างานของตัวเองไม่เคยดีพอ
  • คนที่ลงมือทำเก่ง ช่วยแก้ปัญหาหน้างานได้ทันที แต่ถ้าเข้าไปทำเองทุกเรื่อง เจ้าของหรือผู้บริหารก็อาจกลายเป็นคอขวดขององค์กร
  • คนที่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น ช่วยสร้างความไว้วางใจในทีม แต่ถ้าหลีกเลี่ยง Feedback ที่จำเป็น ก็อาจทำให้ทั้งคนและงานไม่ได้รับการพัฒนา

เพราะฉะนั้น การรู้จุดแข็งอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องรู้ด้วยว่าจุดแข็งนั้นควรใช้เมื่อไร ใช้กับใคร และเมื่อไรที่เราควรถอยเพื่อเปิดพื้นที่ให้วิธีอื่นหรือคนอื่นเข้ามาเติมเต็ม

มองหา Blind Spot จากผลกระทบ ไม่ใช่จากเจตนา

มองหา Blind Spot จากผลกระทบ ไม่ใช่จากเจตนา

หนึ่งในเหตุผลที่ Blind Spot มองเห็นยาก เพราะเรามักประเมินตัวเองจากเจตนา แต่คนรอบข้างรับรู้เราจากพฤติกรรมและผลกระทบ เช่น เราอาจตั้งใจถามรายละเอียดเพราะอยากให้งานออกมาดี แต่ทีมอาจรับรู้ว่าเราไม่ไว้ใจ เราอาจตั้งใจตัดสินใจเร็วเพื่อช่วยลดภาระ แต่ทีมอาจรู้สึกว่าไม่มีส่วนร่วม

“ผู้นำที่รู้จักตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง แต่ต้องรู้ว่าเรื่องไหนควรใช้จุดแข็ง เรื่องไหนต้องระวังตัวเอง และเรื่องไหนควรเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามาเติมเต็ม”

วิธีที่ช่วยให้เราเห็น Blind Spot ได้ชัดขึ้นคือ อย่าถามเพียงว่า “เราทำดีหรือยัง” แต่ให้ถามว่า “สิ่งที่เราทำส่งผลต่อการตัดสินใจและการทำงานของทีมอย่างไร” จากนั้นมองหา Pattern ที่เกิดซ้ำ เช่น ทีมไม่กล้าตัดสินใจโดยไม่มีเรา งานติดอยู่ที่จุดอนุมัติเดิม หรือคนในทีมเงียบทุกครั้งที่เราเสนอความคิดเห็นก่อน

Feedback ก็เป็นอีกเครื่องมือสำคัญ แต่ควรรับจากหลายมุม ไม่ใช่ถามเฉพาะคนที่คิดคล้ายเรา และควรถามให้เฉพาะเจาะจง เช่น “มีพฤติกรรมอะไรของเราที่ทำให้งานของคุณง่ายขึ้น” และ “มีพฤติกรรมอะไรที่ทำให้คุณทำงานยากขึ้น” คำถามแบบนี้จะให้ข้อมูลที่นำไปปรับใช้ได้มากกว่าการถามกว้าง ๆ ว่าเราบริหารทีมเป็นอย่างไร

เปลี่ยนสไตล์การทำงานให้เป็นคู่มือที่ทีมเข้าใจ

เปลี่ยนสไตล์การทำงานให้เป็นคู่มือที่ทีมเข้าใจ

เมื่อเริ่มเห็นสไตล์ของตัวเองแล้ว ขั้นต่อไปคืออย่าเก็บความเข้าใจนั้นไว้ในหัวคนเดียวค่ะ ผู้นำสามารถทำ “คู่มือการทำงานร่วมกับฉัน” ฉบับสั้น ๆ เพื่อทำให้สิ่งที่ทีมต้องคาดเดากลายเป็นข้อตกลงที่พูดคุยกันได้

คู่มือนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจประกอบด้วย

  • เราชอบรับข้อมูลแบบไหน เช่น สรุปประเด็นก่อนแล้วจึงลงรายละเอียด หรือดูข้อมูลทั้งหมดก่อนตัดสินใจ
  • เรื่องแบบไหนที่ทีมตัดสินใจเองได้ และเรื่องแบบไหนที่ต้องปรึกษา
  • เราต้องการให้แจ้งปัญหาเมื่อไร และควรนำข้อมูลหรือทางเลือกอะไรมาด้วย
  • เราให้และรับ Feedback แบบไหนจึงจะเข้าใจตรงกัน
  • เมื่อเราอยู่ภายใต้ความกดดัน เรามีแนวโน้มจะแสดงพฤติกรรมอะไร และทีมสามารถช่วยเตือนเราได้อย่างไร

ประโยชน์ของคู่มือนี้ไม่ใช่การให้ทุกคนปรับตัวเข้าหาผู้นำเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการเปิดบทสนทนาให้สมาชิกในทีมได้อธิบายสไตล์ของตัวเองด้วย เมื่อทุกคนเข้าใจว่าแต่ละคนรับข้อมูล ตัดสินใจ และตอบสนองต่อแรงกดดันต่างกันอย่างไร ความขัดแย้งที่เกิดจากการตีความก็จะลดลง

จากการรู้จักตัวเอง สู่การบริหารคนอื่นให้ดีขึ้น

จากการรู้จักตัวเอง สู่การบริหารคนอื่นให้ดีขึ้น

ข้อควรระวังคือ เมื่อรู้จักสไตล์ของตัวเองแล้ว เราอาจเผลอใช้มันเป็นมาตรฐานวัดคนอื่น เช่น เราเป็นคนคิดเร็ว จึงมองว่าคนที่ขอเวลาคิดไม่คล่องตัว หรือเราเป็นคนละเอียด จึงรู้สึกว่าคนที่มองภาพใหญ่ไม่รอบคอบ ทั้งที่จริงแล้วแต่ละสไตล์อาจเหมาะกับคนละบทบาทและคนละสถานการณ์

การรู้จักตัวเองจึงควรนำไปสู่ความยืดหยุ่น ไม่ใช่การยืนยันว่า “ฉันเป็นแบบนี้ ทุกคนต้องเข้าใจ” ผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองจนไม่เหลือความเป็นตัวเอง แต่ต้องเลือกใช้วิธีสื่อสารและวิธีบริหารให้เหมาะกับคนและเป้าหมายของงาน

หากต้องการเริ่มต้นแบบไม่ซับซ้อน ลองใช้กระบวนการ 4 ขั้นตอนนี้ค่ะ

  • สังเกต: มองหาพฤติกรรมของตัวเองในสถานการณ์ที่เกิดซ้ำ โดยเฉพาะตอนเจอความกดดัน
  • ตั้งชื่อ: ระบุให้ได้ว่านี่คือจุดแข็ง จุดอ่อน หรือจุดแข็งที่กำลังถูกใช้มากเกินไป
  • สื่อสาร: อธิบายวิธีคิด เกณฑ์การตัดสินใจ และสิ่งที่ต้องการให้ทีมเข้าใจอย่างชัดเจน
  • ปรับใช้: ทดลองเปลี่ยนพฤติกรรมหนึ่งเรื่อง แล้วเก็บ Feedback จากผลที่เกิดขึ้นจริง

Self-Awareness ไม่ได้หมายความว่าเราต้องวิเคราะห์ตัวเองจนมั่นใจก่อนจึงจะเริ่มบริหารคน แต่หมายถึงการสังเกตตัวเองระหว่างทาง ยอมรับเมื่อวิธีเดิมไม่ตอบโจทย์ และกล้าปรับวิธีทำงานเมื่อเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น

สุดท้ายแล้ว การบริหารคนอื่นไม่ได้เริ่มจากการอ่านคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการอ่านตัวเองออกค่ะ เพราะยิ่งเราเข้าใจวิธีคิด อารมณ์ จุดแข็ง และข้อจำกัดของตัวเองชัดเท่าไร เราก็ยิ่งสามารถสื่อสาร ตัดสินใจ และสร้างพื้นที่ให้คนอื่นทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น

“ก่อนจะถามว่าทีมต้องปรับอะไร ลองกลับมาถามตัวเองก่อนว่า วิธีบริหารของเรากำลังช่วยให้ทีมเติบโต หรือกำลังทำให้ทีมต้องรอเราอยู่ตลอดเวลา”

ติดตาม อัยย์ อัยพัชร วรรคาวิสันต์:

Aiyaphat อัยย์ อัยพัชรAi Aiyaphat

นักธุรกิจ นักกลยุทธ์ วิทยากร และผู้ผลิตคอนเทนต์

Entrepreneur, digital strategist, educator and content creator.

ประวัติ → About Me →
ติดตามได้ที่Follow along
อยากร่วมงานกัน?Wanna work together?

ไม่ว่าจะเป็นงานบรรยาย เวทีสัมภาษณ์ เวิร์กช็อป หรือความร่วมมือทางธุรกิจ

Whether you are planning a keynote, interview, workshop, or business collaboration

ติดต่อเรา Contact Me
ธุรกิจในเครือOur ventures

อ่านต่อในหมวดหมู่เดียวกันMore in this category